2007/Apr/08

* บทความเสนอ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้ถูกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉีกออกในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ขณะนี้บรรดาผู้มีอำนาจในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ (Founding Fathers) กำลังขะมักเขม้นอยู่กับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประกาศใช้ได้ทันภายในปีพ.ศ.2550 นี้ บรรดาผู้มีอำนาจดังกล่าวประสบกับคำถามและปัญหาต่างๆมากมายอันเกี่ยวเนื่องกับการร่างรัฐธรรมนูญที่จักต้องแสวงหาคำตอบให้แก่ประชาสังคมไทย ประเด็นหนึ่งที่กำลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางก็คือ การบัญญัติรัฐธรรมนูญให้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ นั้นเป็นเรื่องอันสมควรหรือไม่

ภาคีเครือข่ายเสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องมีคุณธรรมมั่นคงสำหรับสังคมไทย (สจส.) นำโดยพลเอกวสุ ชนะรัตน์ ได้เข้ายื่นข้อเสนอความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ประเทศไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ เป็นศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ยกเหตุผลมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนมากมาย เฉพาะที่สำคัญได้แก่ ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยในปัจจุบันเกิดจากการมิได้บัญญัติพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ, รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงต้องบันทึกสิ่งสำคัญสูงสุดลงไปเพื่อเป็นลายลักษณ์อักษร เท่าที่ผ่านมามีเพียงการบัญญัติเฉพาะสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์เท่านั้น จึงเห็นสมควรให้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับสถาบันพระพุทธศาสนาเข้าไปด้วย เป็นต้น คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ เหตุผลที่เครือข่ายดังกล่าวยกมาสนับสนุนนั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติตามหรือไม่

สำหรับเหตุผลแรกนั้นผมเข้าใจเอาเองว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคงมีอิทธิฤทธิ์มากพอที่จะดลบันดาลให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปอย่างไรก็ได้ เครือข่ายดังกล่าวจึงพยายามที่จะไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศด้วยการสร้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่

หากรัฐธรรมนูญมีอิทธิฤทธิ์เช่นว่าจริง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคงจะมีความยาวเหลือคณานับ เนื่องเพราะเมื่อมีปัญหาใดๆก็ตามอุบัติขึ้นในสังคมไทย ทุกภาคส่วนต่างพร้อมใจกันตราบทบัญญัติเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในอนาคตวัวสองหัว แมวตาเพชร แพะห้าขา และสัตว์พิสดารอื่นๆคงไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะประชาชนผู้เชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติต่างพากันยาตราเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อกราบไหว้รัฐธรรมนูญแทน

การบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้ศาสนาอื่นต้องได้ตรายาง รับรอง จากรัฐก่อนจึงจะได้รับการยอมรับนั้นมิได้เป็นกลไกในการสมานความแตกแยกในสังคมไทยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังเป็นการขยายความแตกแยกนั้นให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก หากบทบัญญัติดังกล่าวปรากฎในรัฐธรรมนูญจริง ศาสนิกชนอื่นจะมีความรู้สึกอย่างไร อาจเป็นไปได้ว่าศาสนิกชนเหล่านั้นจะรู้สึกว่าตนเป็นพลเมืองอันดับสอง สามรองจากพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นพลเมืองอันดับหนึ่งของประเทศ

ปัญหาความรุนแรงบริเวณด้ามขวานทองนั้นเกิดขึ้นมาจากการที่ รัฐ ปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม เกิดขึ้นมาจากการที่ชนบางกลุ่มมิได้คิดว่าตนคือ ไทย ดังนี้แล้ว หากเรายังคงเดินหน้าตราบทบัญญัติดังกล่าวก็เท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มเชื้อไฟให้กับกองเพลิงที่กำลังโหมหนักอยู่ในปัจจุบัน

การตราบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นมิได้เป็นเครื่องรับประกันความเป็นไปของพระพุทธศาสนา หากพุทธศาสนิกชนยังคงมีมายาคติเกี่ยวกับศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการบูชาเครื่องรางของขลังแทนการบูชาพระรัตนตรัย การมัวเมาในอบายมุข การโกงชาติกินเมือง การคอรัปชั่น ฯลฯ ปัญหาทั้งมวลนี้ รัฐธรรมนูญไม่สามารถแสดงอภินิหารในการแก้ปัญหาได้เลยแม้แต่น้อย

การบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวนอกจากจะไม่สามารถทำให้พุทธศาสนิกชนผู้หลงผิดกลับมาปฏิบัติตนตามครรลองแห่งพระพุทธศาสนาได้แล้ว กลับทำให้ศาสนิกชนอื่นเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันในสังคมด้วย หากจะใส่จริตของนักเศรษฐศาสตร์เข้าไป คงจะกล่าวได้ว่า การบัญญัติให้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ นั้น เป็นการกระทำที่มิก่อให้เกิด Pareto Improvement เลย

สำหรับเหตุผลที่สองที่ต้องการให้เพิ่มบทบัญญัติอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระพุทธศาสนาลงไปในรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติเกี่ยวเนื่องกับทุกสถาบันแล้วยกเว้นสถาบันพระพุทธศาสนานั้น ผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆระบุไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ถือเป็นการเขียนกฎหมายอย่างนุ่มนวลที่สุดเพื่อรักษาน้ำใจและความปรองดองของชนในชาติไว้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถงัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงปฏิญาณต่อที่ชุมนุมสงฆ์ว่า จะทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตลอดไป เหตุการณ์นี้จึงถือว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไปโดยปริยาย เพราะพระมหากษัตริย์ทรงปฏิญาณต่อภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธ มิได้ปฏิญาณต่อบาทหลวง หรือโต๊ะอิหม่ามแต่อย่างใด การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่อย่างใด

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ยั่งยืนคู่ประเทศไทย จำต้องได้รับความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนทุกภาคส่วน มิใช่ร่วมมือกันในการสร้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แต่หากเป็นการร่วมมือกันในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบ่อนทำลายศาสนาทั้งของตนและศาสนาอื่น เหล่านี้จะเป็นวิธีการยืดอายุพระพุทธศาสนาได้ดีกว่าการสะบัดน้ำหมึกลงในรัฐธรรมนูญเป็นแน่

ใครก็ตามที่ไปนั่งคิดว่าควรจะประกาศในกฎหมายว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยนั้น ดูออกจะเป็นผู้นับถือศาสนาอย่างรุนแรง ไม่คิดถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือพูดง่ายๆว่าไม่คิดถึงศาสนาอื่นเสียเลย จะเอาแต่ของตัวเท่านั้น

ศาสตาจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช


edit @ 2007/04/08 20:14:18
edit @ 2007/04/08 20:16:24
edit @ 2007/04/08 20:16:56

2006/Mar/10

หลังจากที่ไม่ได้ทำการ Update Blog ของตัวเองมานานพอสมควร รวมถึงมีการเรียกร้องให้ Update Blogบ่อยๆจากน้องรหัสสุดเลิฟ เราจึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่ Blog นี้จะมีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง ฮ่าๆๆๆ...ดูยิ่งใหญ่ดีจริงๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งเป็นสัปดาห์แห่งการสอบปลายภาค และก็ได้สอบตัวสุดท้ายของชีวิตป.ตรีไปเป็นที่เรียบร้อย นั่นก็คือวิชา EC471 (Labor Economics) ตอนแรกที่อ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็คิดไว้ว่าข้อสอบไม่น่ายากเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาไม่ยากเท่ากลางภาค แต่ที่ไหนได้ พอได้เห็นข้อสอบถึงกับตะลึงงัน โอ้ยๆ...อาจารย์คิดข้อสอบได้ไงเนี่ย ข้าน้อยขอซูฮกท่านเลย ยากอย่างที่ขู่ไว้จริงๆ

มีอยู่ข้อนึง ถามว่า "ถ้าคุณเป็นนักวิจัยทำการวิจัยเรื่องอัตราค่าจ้างที่แตกต่างกันระหว่างสถานประกอบการขนาดใหญ่กับสถานประกอบการขนาดเล็ก คุณจะมีกรอบการวิเคราะห์วิจัยอย่างไร และแหล่งข้อมูลที่ต้องการอยู่ที่ใด และ... และ... และ..." ข้อนี้ถึอเป็นข้อปราบเซียน เพราะทุกคนที่ออกมาจากห้องสอบต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ายากมากๆ แต่ไม่เป็นไรแหละ ยังไงเราก็ทำเต็มที่แล้ว หวังว่าจะปิดท้ายด้วยเกรดสวยๆนะครับ...สาธุ

ตั้งแต่ขึ้นปี 4 มา ก็เริ่มคิดถึงอนาคตตัวเองว่าอยากทำอะไรต่อดี ความคิดแรกที่โพล่งออกมาก็คือ ต้องเรียนต่อ แต่ก็มีคำถามมาอีกว่า แล้วเรียนอะไรหละ ก็เลยถามตัวเองอยู่นานระหว่าง MBA กับป.โท เศรษฐศาสตร์ แต่จากการที่ได้เรียนวิชาโท Marketing มาก็รู้ตัวเลยว่าแขนงวิชาทางบริหารธุรกิจไม่น่าจะเหมาะกับเราเท่าไหร่นัก เพราะเกรดออกมาทีไรได้แต่ C+ ทุกที ทั้งๆที่เราว่าเราเข้าใจมันนะ ง่ายกว่าวิชาคณะอีก สรุปสุดท้ายก็คือ เราน่าจะเหมาะกับเศรษฐศาสตร์มากกว่า เลยตัวสินใจเดินตามทางเลือกนี้

พอโครงการป.โท เศรษฐศาสตร์ที่ มธ. กับที่จุฬาฯ เปิดรับสมัคร เราก็รีบยื่นใบสมัครทันที โดยต้องหน้าทนไปขอให้อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (นักเศรษฐศาสตร์เกรดเอของประเทศ) เขียนใบรับรองให้ ทั้งๆที่เกรดก็จุ๋มจิ๋มออกขนาดนั้น อับอายจริงๆ แต่อย่างไรเสีย ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์รังสรรค์ในความกรุณาไว้ด้วย เพราะถ้าไม่ได้อาจารย์เซ็นให้ เราก็ไม่รู้จะเอาไปให้ใครเซ็นอีกแล้ว หลังจากที่สมัครทั้ง 2 ที่เรียบร้อยและการสอบทั้ง 2 ที่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ขั้นตอนต่อไปก็คือ การประกาศผลสอบ

ผ่าง..."ขอแสดงความยินดีด้วย คุณมีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์" โอว์... สุดยอด แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เหอะๆ กรูก็แน่เหมือนกัลลล์ ป.โทที่จุฬาฯสอบสัมภาษณ์ไปก่อน แล้วก็ทำให้เราเกิดความประทับใจไปก่อนด้วย เพราะเป็นการจัดสัมภาษณ์เชิงสัมมนาซึ่งจากการเรียนสัมมนาการคลังกับอาจารย์รังสรรค์ และถูกอาจารย์ต้อนจนมุมไปหลายยก ทำให้เรารู้ว่า เราชอบเรียนด้วยวิธีนี้ การสัมภาษณ์จึงผ่านพ้นไปด้วยดี และอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา ผลสอบสัมภาษณ์ก็ออกมาว่า เราผ่านการสอบสัมภาษณ์ นั่นหมายถึง เรากลายเป็น นักศักษา... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า นิสิตป.โท จุฬาฯ เต็มตัวแล้ว ดีใจมากๆ

หลังจากที่ได้คุยกับญาติๆ เพื่อนๆหลายๆคน ก็ได้คำตอบว่าเราน่าจะไปเรียนที่จุฬาฯ นะ เพราะเราก็จะได้อาจารย์แบบใหม่ ได้เพื่อนแบบใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีกับตัวเราเอง เราเลยตัวสินใจจะต่อโทที่จุฬาเป็นที่เรียบร้อย แล้วที่ มธ. ก็ลองไปสอบสัมภาษณ์เล่นๆดู ทดสอบตัวเอง สรุปได้แบบนี้ วันสัมภาษณ์เมื่อวาน (10 มีค. 49) ก็เลยลองไปดู

สอบสัมภาษณ์ที่ มธ. มีแต่ความกดดัน ทั้งสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แล้วยังมีอาจารย์มานั่งซักเราถึง 4 คน แต่ละคนก็ไซโคเราตลอดเวลา ทำให้เราคิดว่า ไม่น่ามาให้กดดันตัวเองเลย ไม่น่าจริงๆ บรรยากาศการสัมภาษณ์แตกต่างจากที่จุฬาฯ โดยสิ้นเชิง ไม่ประทับใจเอาซะเลยจริงๆ

แต่เอาหละ จะเครียดไปทำไม ในเมื่อเรามีที่เรียนแน่นอนแล้วหนิ ผลที่ มธ. เป็นยังไงก็ช่างมัน อย่าเครียดดีกว่าเนอะ เทอมต่อไปเราก็จะย้ายสัมมะโนครัวไปเรียนที่จุฬาฯแล้ว ไม่รู้ว่าบรรยากาศการเรียนจะต่างจากที่ มธ. ยังไงบ้าง ตื่นเต้นเหมือนกัน สถานที่ใหม่ๆมันผิดกลิ่นอะ (เหย ยังไงฟระ) ยังไงก็เป็นกำลังใจให้เราด้วยละกันน้า แต่ก็จะกลับมาหาน้องๆ เพื่อนๆที่ต่อโท ที่มธ. บ่อยๆละกัน โดยเฉพาะน้องๆที่คณะเนี่ย สำคัญที่ซู๊ด (คิกๆ)

ตอนเรียนมัธยมก็สีชมพู-ฟ้า ต่อโทก็สีชมพู ต่อไปจะมีแฟนชื่อ "ชมพู" มั้ยน้า เหอะๆ ^_^

ปล: มีคำถามเกี่ยวกับเรามาให้ทำด้วยแหละ ลองดูนะว่า รู้จิงปะ? http://sivavudh.friendtest.com


edit @ 2006/03/11 02:03:58

2006/Feb/14

ระลอกแห่งการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน (Privatization) ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายโอนการผลิตดังกล่าว

เมื่อมีการกระทำใดๆต่อกิจการรัฐวิสาหกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสะท้อนความข้อนี้อย่างเด่นชัด ดังนั้น รัฐบาลผู้ทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจักต้องสร้างเงื่อนไขในการแปรรูปอันช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพแห่งระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาสังคมไทยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

เงื่อนไขประการแรก ได้แก่ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อันประกอบไปด้วย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (People Participation), ความโปร่งใสในการดำเนินการ (Transparency) และการรับผิดต่อประชาชน (Accountability)

รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการที่ประชาชนทุกคนมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน มีส่วนได้-เสียร่วมกัน ดังนั้น หากรัฐบาลมีนโยบายที่จะกระทำการใดๆต่อรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลนั้นจักต้องมีกระบวนการรับฟังเสียงของประชาชนหรือการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ก่อนจะตัดสินใจ

รัฐบาลจักต้องเอื้อให้เกิดวัฒนธรรมการวิพากษ์ขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะ การวิพากษ์จะเป็นผลดีต่อพัฒนาการของกระบวนการคิด-วิเคราะห์ อันส่งผลให้การตัดสินใจใดๆมีความรอบคอบ และลดข้อผิดพลาดให้น้อยลงด้วย

กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส กล่าวคือ ต้องมีการประกาศสู่สาธารณชนอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการและเงื่อนเวลาในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในประการสำคัญ รัฐบาลต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึงผลดี-ผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหนึ่งๆว่าสมควรแก่การแปรรูปหรือไม่ มิใช่ตัดสินใจแปรรูปจากการชี้นิ้วสั่งของผู้มีอำนาจทางการเมืองเพียงหยิบมือ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องทำหน้าที่ในการสถาปนากลไกการรับผิด (Accountability Mechanism) ให้เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีกด้วย เพราะการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการแปรรูปมีความรู้สึกสำนึกต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมากขึ้น ยังผลให้การตัดสินใจใดๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

เงื่อนไขประการที่สอง ได้แก่ กฎการลงคะแนนเสียง (Voting Rule) รัฐวิสาหกิจเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ การลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินใจใดๆ ควรใช้กฎคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ (Unanimity Voting Rule) หรืออาจลดหย่อนโดยใช้กฎคะแนนเสียงข้างมากแบบพิเศษ (Super-majority Voting Rule) อาทิ การให้คะแนนเสียงเกินกว่า 75% ถือเป็นมติของที่ประชุม เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะ การตัดสินใจกระทำการใดๆต่อสมบัติของชาติจักต้องมีความรอบคอบมากกว่าการตัดสินใจกระทำการใดๆต่อสมบัติของเอกชนเป็นทบทวี

เงื่อนไขประการที่สาม ได้แก่ กระบวนการป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) รัฐบาลต้องดำเนินการป้องกันและควบคุมมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาทิ การห้ามมิให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีสิทธิถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพราะหากปล่อยให้ผู้มีอำนาจมีสิทธิเช่นนี้ อาจเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายขึ้นได้ รัฐบาลจึงต้องจำกัดให้ผู้มีอำนาจสามารถสวมหมวกได้คนละใบเท่านั้น การมีหมวก 2 ใบดังกล่าว อาจทำให้ผู้มีอำนาจสับสนได้ว่าเวลาใดควรหยิบหมวกใบใดขึ้นมาสวม เพราะบุคคลเหล่านี้ยังไม่สามารถละจิตวิญญาณแห่งความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ (Animal Spirits) ได้

เงื่อนไขประการที่สี่ ได้แก่ ลำดับขั้นในการดำเนินนโยบาย (Policy Sequencing) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการอย่างมีแบบแผนและมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด การดำเนินนโยบายข้ามขั้นตอนโดยมุ่งหวังความรวดเร็วในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก รังแต่จะทำให้กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเผชิญภาวะความไร้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นับแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งนำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ในปี พ.ศ. 2544 รัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ถูกติดป้ายประกาศขายแก่เอกชนตามบัตรคิวที่รัฐบาลได้ให้ไว้ โดยหัวแถวในการนี้ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

จากการพิจารณาเงื่อนไขแห่งความมีประสิทธิภาพข้างต้น กอปรกับการพิจารณาพฤติกรรมในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ผมกลับไม่เห็นเงื่อนไขใดอยู่ในระลอกแห่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเลย เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยความอนุเคราะห์จากพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เป็นสำคัญ

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มีความพิการมาแต่กำเนิดในข้อที่ว่า เอื้อให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปโดยไร้ธรรมาภิบาล

กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ต้องการให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมีส่วนร่วมในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้เพราะต้องการให้กระบวนการแปรรูปเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยให้อำนาจคณะกรรมการจำนวนหนึ่งในการสั่งให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆ เสมือนหนึ่งว่ารัฐวิสาหกิจเป็นเพียงสมบัติของเอกชน การตัดสินใจใดๆจึงมิจำต้องฟังเสียงของคนภายนอกองค์กร หรือหากรัฐบาลดำเนินการทำประชาพิจารณ์ขึ้น ก็เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อสยบแรงเสียดทานที่มีต่อกระบวนการแปรรูปเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ กระบวนการแปรรูปยังไร้ความโปร่งใสอีกด้วย เนื่องเพราะรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้ดำเนินการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ขาดการวิจัยถึงผลดี-ผลเสียของการแปรรูปอย่างถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในการนี้ก็คือ ขั้นตอนการชี้นิ้วสั่งของผู้นำพรรคไทยรักไทย

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ยังเอื้อให้การแปรรูปเป็นไปโดยปราศจากกลไกการรับผิด ทั้งนี้เพราะ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายฉบับดังกล่าวสามารถทำได้โดยการตราพระราชกฤษฏีกาซึ่งมิต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ดังนั้น ผู้ดำเนินการแปรรูปจึงมิต้องรับผิดต่อประชาชนและประเทศชาติ หากแต่ต้องรับผิดต่อผู้นำรัฐบาล เมื่อมีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น

กฎการลงคะแนนเสียงในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เป็นกฏคะแนนเสียงข้างน้อย (Minority Voting Rule) โดยมาตรา 14 ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจต้องมีกรรมการเข้าร่วมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ด้วยคะแนนเสียงเพียง 25%+1 เสียงเท่านั้น กฏการลงคะแนนเสียงเช่นนี้ย่อมทำให้กระบวนการแปรรูปเป็นไปโดยปราศจากความรอบคอบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้กลุ่มบุคคลสามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากการแปรรูปรัฐวิสากิจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย สามารถเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้โดยง่าย เพราะพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ปราศจากข้อกำหนดว่าด้วยการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ผู้มีอำนาจในการแปรรูป นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมตลอดจนพนักงานรัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปรรูปสามารถถือหุ้นรัฐวิสาหกิจดังกล่าวได้ เมื่อบุคคลกลุ่มนี้มีหมวกถึง 2 ใบ ซึ่งแต่ละใบมุ่งผลประโยชน์ต่างกัน (ใบหนึ่งมุ่งให้การแปรรูปเป็นไปเพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม อีกใบหนึ่งมุ่งให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นมากที่สุด) ย่อมทำให้บุคคลกลุ่มนี้เผชิญกับผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ความข้อนี้เป็นจริงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีนักการเมือง ข้าราชการผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าถือหุ้นในกิจการรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ด้านหนึ่ง การกระจายหุ้นแก่ข้าราชการผู้กำหนดนโยบายก็เพื่อให้ข้าราชการเหล่านั้นออกแบบนโยบายและดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในอีกด้านหนึ่ง การกระจายหุ้นให้แก่พนักงานระดับปฏิบัติงานก็เป็นไปเพื่อสยบแรงเสียดทานภายในองค์กรที่มีต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การกระทำดังกล่าวเสมือนหนึ่งการติดสินบนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจที่ทำการแปรรูป ดังที่ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) เปรียบกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้ว่าเป็นกระบวนการแห่งการติดสินบน (Briberization)

เงื่อนไขสุดท้ายที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในระลอกปัจจุบันขาดไป ก็คือ ลำดับขั้นในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญกับลำดับก่อน-หลังของการดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เหตุการณ์ที่เกิดกับการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) สะท้อนความข้อนี้เป็นอย่างดี เพราะไม่ทันที่องค์กรกำกับควบคุมอิสระ (Independent Regulatory Body) จะจัดตั้งขึ้น รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็ได้ดำเนินการแปรรูปกิจการทั้งสองไปจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การกระทำเช่นนี้จึงทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไร้หลักประกันความมีประสิทธิภาพ เพราะขาดองค์กรที่คอยกำกับดูแลการดำเนินการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาสังคมไทย แม้นว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นในภายหลัง ก็ไม่อาจทำให้กระบวนการแปรรูปมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ เนื่องจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้มีความจริงใจในการจัดตั้ง โดยเป็นการจัดตั้งเพื่อกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น

จากอรรถาธิบายข้างต้น ทำให้ผมเชื่อว่า หากกระบวนการแปรรูปยังคงเป็นไปตามรูปแบบดังกล่าว ประกอบกับการที่รัฐบาลมิได้มีความจริงใจแปรรูปเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง กระบวนการแปรรูปก็จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์แห่งความไร้ประสิทธิภาพต่อไป ประชาชนยังคงถูกปิดหูปิดตา ไร้สิทธิไร้เสียงในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารก็จะสามารถชี้นิ้วสั่งการให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆก็ได้ต่อไป ทั้งๆที่ประชาชนทุกคนควรเป็นผู้สั่งการ มิใช่ฝ่ายบริหารดังเช่นปัจจุบัน

หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ต้องการทรยศ 19 ล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ควรที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ โดยสร้างเงื่อนไขแห่งความมีประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อความผาสุกของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

โกงกันจนชิน

กินกันเป็นกิจวัตร

กรุณายุติพฤติกรรมดังกล่าวเสียแต่บัดนี้ มิต้องรอให้ถึงชาติหน้าตอนสายๆหรอกครับ คุณทักษิณ



Stabilizer
View full profile