2005/Sep/07

ในปัจจุบัน สังคมโลกเผชิญกับภาวะอันไม่น่าพิสมัยสำหรับประชากรโลกเท่าใดนัก อาทิ ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ที่ทำให้โลกเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกขณะและทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกประเภท, ปัญหาทุพภิกขภัยของประชากรประเทศโลกที่สาม ทั้งนี้เนื่องมาจากประเทศเหล่านี้มีอัตราการเพิ่มของประชากรที่มากกว่าอัตราการเพิ่มของอาหารอย่างมาก ซึ่งสะท้อนบทสรุปของทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ประชากรของ Malthus ที่กล่าวว่า ประชากรมีอัตราการเพิ่มแบบเรขาคณิต (1,2,4,16,32,...) แต่อาหารกลับมีอัตราการเพิ่มแบบเลขคณิต (1,2,3,4,5,...) นั่นจึงทำให้ปริมาณอาหารมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากร, และภาวะการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน ปัญหานี้นับเป็นปัญหาที่ "แก้ไม่ตก" สำหรับนานาประเทศทั่วโลก และเป็นปัญหาที่รัฐบาลชุดทักษิณ 2 ได้ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญหาสังคมด้านอื่นๆเลย

ปัญหาที่ผมจะนำมากล่าวถึงในวันนี้ก็คือ ปัญหาประการสุดท้าย...ปัญหาทรัพยากรพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำมัน

ณ วันนี้ วันที่ผมนั่งเขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถีบตัวขึ้นไปเฉียดๆ 27 บาทต่อลิตรเข้าไปทุกขณะ ดังนั้นรัฐบาลชุดทักษิณ 2 จึงมีแนวความคิดที่จะออกมาตรการประหยัดพลังงานแบบบังคับ เพื่อให้ประชาชนหันมาลดการใช้น้ำมันอย่างกันจริงจัง โดยนายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมาตรการดังกล่าว และได้ข้อสรุปเบื้องต้น 6 มาตรการดังนี้

1.การบังคับให้สถานีบริการน้ำมันปิดบริการเร็วขึ้นจากเดิม 1-2 ชั่วโมง กล่าวคือ จากเดิม ปิดบริการเวลา 22.00 น. เป็น 20.00 หรือ 21.00 น.

2.ขอความร่วมมือกับทางกทม. ในการจัดโซนจอดรถแท็กซี่ตามจุดต่างๆที่สำคัญ เพื่อจะได้ไม่ต้องขับรถหาผู้โดยสารเป็นเวลานาน

3.รถยนต์ของทางราชการและรัฐวิสาหกิจที่จะซื้อ/เช่าใหม่ ต้องใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น

4.รถที่มีความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี) สูงต้องเสียภาษีรถยนต์เพิ่มขึ้น, ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์เป็นเชื้อเพลิง เหลือเพียงร้อยละ 20 จากเดิมที่จัดเก็บอยู่ที่ร้อยละ 40

5.ให้รถใช้ก๊าซ NGV เสียภาษีรถยนต์ในอัตราต่ำ

6.การตั้งกล้องตรวจจับความเร็วบนถนนหลวง เพื่อบังคับให้ขับรถไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับมาตรการประหยัดพลังงานข้อที่ 1 เป็นยิ่งนัก ทั้งนี้เนื่องจากการเลื่อนเวลาให้ปิดสถานีบริการน้ำมันเร็วขึ้นอีก 1-2 ชั่วโมง ย่อมที่จะส่งผลในทางลบต่อพนักงานภายในสถานีเหล่านั้น กล่าวคือ เมื่อพนักงานเหล่านั้นมีชั่วโมงการทำงานที่ลดลง นั่นหมายถึงรายรับต่อเดือนของพนักงานเหล่านั้นก็ย่อมจะลดลงตามไปด้วย เพราะคงไม่มีนายจ้างคนใดยอมที่จะจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม ทั้งๆที่พนักงานทำงานให้ตนได้น้อยลงเป็นแน่

พนักงานเหล่านั้น ตามปกติสามารถกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ยิ่งหากต้องมาเผชิญกับชั่วโมงทำงานที่ลดลง (หมายถึงรายได้ที่ลดลง) ด้วยแล้ว ก็จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีสภาพความเป็นอยู่, การใช้ชีวิตที่ด้อยลงไปอีก นั่นก็หมายความว่า สังคมเราจะมีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้นไปอีก

นอกเหนือจากการที่พนักงานมีรายได้ที่ลดลงแล้ว ผมยังไม่เห็นว่าประชาชนจะมีพฤติกรรมการใช้น้ำมันที่ลดลงอีกด้วย ทั้งนี้เพราะ หากคุณเป็นผู้ใช้รถ เมื่อถึงเวลาที่สถานีบริการน้ำมันใกล้จะปิดบริการ หรือเมื่อขับกลับมาจากการทำงาน คุณย่อมที่จะต้องตรวจดูปริมาณน้ำมันในรถของคุณว่ามีเหลือมากน้อยเพียงไร หากเหลือน้อยจนคุณจะต้องเติมในวันนี้ อย่างไรเสียคุณก็ต้องเข้าไปใช้บริการเติมน้ำมันเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว มันจึงไม่เป็นการลดการใช้น้ำมันลงแต่อย่างใด

จากการวิเคราะห์ข้างต้น ผมมีความเห็นว่ามาตรการประหยัดพลังงานข้อที่ 1 ไม่เหมาะสมที่จะนำมาบังคับใช้ ด้วยประการทั้งปวง


edit @ 2005/09/30 22:55:11

Comment

Comment:

Tweet


Stabilizer
View full profile