2005/Nov/21

พฤติกรรมการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน (Privatization) อุบัติขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในยุคสมัยที่รัฐบาลไทยมีสนธิสัญญาบาวริ่งเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการคลัง ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยมีขีดจำกัดในการแสวงหารายได้เข้าสู่คลัง เนื่องจากในสนธิสัญญาบาวริ่งมีการกำหนดเพดานภาษีอากรทั้งขาเข้าและขาออกไว้ รัฐบาลจึงไม่สามารถละเมิดข้อตกลงดังกล่าวได้

เมื่อรัฐบาลมีรายได้ที่ลดลง บริการสาธารณะต่างๆที่รัฐบาลเคยดำเนินการอยู่เดิมถึงคราวชะงักงัน รัฐบาลจึงมีแนวนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในบริการสาธารณะต่างๆที่รัฐบาลเคยดำเนินการ อาทิ การขุดคลอง, การสร้างถนน, และการสร้างทางรถไฟ ปรากฏว่า มีเอกชนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุน เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องเพราะ รัฐบาลมีการเสนอสิ่งจูงใจต่างๆให้แก่เอกชนที่สนใจลงทุน เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 2 ฝั่งคลอง หรือทางรถไฟให้แก่เอกชน เป็นต้น กรณีที่อนุชนให้ความสนใจศึกษามากที่สุด ได้แก่ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ดำเนินการขุดคลองบริเวณรังสิต

กระแสการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประเทศไทยมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (2504-2509) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกมีส่วนร่วมในการจัดทำ ในแผนฯฉบับที่ 1 นี้ รัฐบาลแสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าในการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ระลอกนี้มีชีวิตอยู่จวบจนถึงปี 2514 ก็ถูกท้าทายโดยพลังแห่งลัทธิชาตินิยม (Nationalism) และพลังแห่ง คนเดือนตุลาฯ ในปี 2516

การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อเหล่านักเลือกตั้งเริ่มเรียนรู้วิธีการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน ซึ่งตรงกับช่วงปลายยุคสมัยของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงนี้ รัฐบาลใช้กลวิธีในการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนโดยการให้สัมปทานแก่เอกชนเพื่อดำเนินกิจการสาธารณูปโภค

ระลอกแห่งการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนหลายๆระลอกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย มักจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับระลอกแห่งการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ดุจดังการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนจะเกิดขึ้นมิได้เลย หากปราศจากการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ จนทำให้ผมกังขาว่า รัฐบาลมองการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนกับการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ เป็นสินค้าประกอบกัน (Complementary Goods) หรือไม่

การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนมีหลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละแบบ เหล่าผู้มีอิทธิพลทางการเมืองล้วนมีวิธีในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้แทบทั้งสิ้น ต่อไปนี้จะเป็นอรรถาธิบายว่าด้วยวิธีการในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการบวนการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนในแต่ละรูปแบบ

รูปแบบแรก คือ การยุบเลิกกิจการ (Liquidation) ด้วยวิธีการนี้ กลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถยุบเลิกกิจการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งสามารถทำให้บริษัทในตลาดที่มีความสัมพันธ์กับตนเผชิญระดับการแข่งขันที่ลดน้อยลง อันจะนำมาซึ่งอำนาจผูกขาดที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น หากในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีผู้ขาย 3 ราย ได้แก่ รัฐวิสาหกิจซึ่งมีเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนได้ใช้บริการในราคาย่อมเยา อีก 2 ราย คือ SIA และ caT-D (นามสมมติ) โดยที่ SIA มีอำนาจทางการเมืองหนุนหลังอยู่และมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการดำเนินกิจการที่สูงกว่า caT-D ในการนี้ เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองยุบเลิกกิจการรัฐวิสาหกิจ จะส่งผลให้ตลาดมีสภาพการแข่งขันที่ลดน้อยลง และทำให้ SIA มีส่วนครองตลาด (Market Share) ที่มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดนี้ รัฐบาลดำเนินการเพื่อความผาสุกของกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองเหล่านั้น

รูปแบบที่สอง คือ การกระจายหุ้น (Divestiture) รัฐบาลจะทำการแปลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นหุ้นก่อน เพื่อที่จะสามารถกระจายไปสู่ภาคเอกชนได้โดยสะดวก สำหรับรูปแบบนี้ กลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองยังคงแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้อีกเช่นเคย โดยการกักหุ้นจำนวนหนึ่งไว้ให้กลุ่มตนครอบครอง อาทิ หากรัฐบาลต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการด้านปิโตรเลียมโดยการกระจายหุ้นสู่เอกชน รัฐบาลจะป่าวประกาศต่อสาธารณชนว่า รัฐบาลจะดำเนินการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจนั้นโดยการเสนอขายครั้งแรกต่อสาธารณะ (Initial Public Offering; IPO) แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองต่างจับจองหุ้นของรัฐวิสาหกิจไปก่อนหน้าจนเกือบหมด เหตุการณ์จะยิ่งซ้ำร้ายลงไปอีก หากสาธารณชนเชื่อคำป่าวประกาศในเบื้องแรกของรัฐบาล จนต้องอดหลับอดนอนเข้าแถวรอใช้สิทธิ์จองหุ้นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ของวันเปิดจอง แต่แล้วกลับได้รับข่าวดีว่า หุ้นที่เปิดจองนั้นถูกจองหมดภายในเวลาไม่กี่นาที เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากจะทำให้สาธารณชนมีต้นทุนจากการรอจองหุ้นมากกว่าผลประโยชน์จากการรอจองหุ้นแล้ว ยังมีผลในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอีกด้วย เมื่อผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่คือผู้มีอำนาจทางการเมือง ผลตอบแทนจากการถือหุ้นก็จะตกอยู่กับชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เท่านั้น โดยที่ประชาชนทั่วไปต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนแห่งความผาสุกของชนกลุ่มน้อยในรูปของราคาน้ำมันหรือราคาแก๊สที่สูงขึ้น

รูปแบบที่สาม คือ การให้สัมปทาน (Concession) ในการนี้ ผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้โดยการให้อำนาจผูกขาดจากสัมปทานในการดำเนินกิจการแก่บริษัทที่ร้องขอสัมปทาน ซึ่งผู้มีอำนาจทางการเมืองจะได้รับค่าน้ำร้อนน้ำชา (Tea Money) จากเอกชนเป็นการตอบแทน หรือสามารถจัดสรรสัมปทานแก่เอกชนที่ตนมีส่วนได้-เสียอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้เอกชนรายนั้นมีอำนาจผูกขาดในตลาดและสามารถจัดสรรความอุดมสมบูรณ์ทางการเงินกลับคืนสู่ผู้มีอำนาจทางการเมืองได้ อาทิ หากผู้มีอำนาจทางการเมืองมีส่วนได้-เสียต่อสถานะทางบัญชีของบริษัทฉิ่นคอร์ป (นามสมมติ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการด้านการสื่อสาร ก็อาจจัดสรรสัมปทานโครงการดาวเทียม PI-Star ให้เอกชนรายนี้ได้โดยสะดวก อีกทั้งยังสามารถให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุนของ BOI แก่เอกชนรายนี้ได้ด้วย

รูปแบบที่สี่ คือ การจ้างเอกชนบริหารงานเฉพาะกิจกรรม (Contracting Out) รูปแบบนี้ทางรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการจ้างเอกชนมาทำงานเฉพาะอย่างซึ่งไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น งานทำความสะอาด, งานซ่อมบำรุง เป็นต้น ผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถว่าจ้างเอกชนที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ตนมาเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานนั้นๆ หรืออาจกำหนดคุณสมบัติบางประการของเอกชนเพื่อเป็นการกีดกันเอกชนที่ตนไม่มีส่วนได้-เสียออกไปจากการคัดเลือก เช่น หากมีเอกชนที่สนใจจำนวน 3 ราย รายหนึ่งมีจำนวนพนักงาน 500 คนและผู้มีอำนาจทางการเมืองมีส่วนได้-เสียกับเอกชนรายนี้ รายที่เหลือมีจำนวนพนักงาน 200 และ 250 คนตามลำดับ ในการนี้ ผู้มีอำนาจทางการเมืองอาจกำหนดคุณสมบัติไว้ว่าเอกชนที่จะเข้ามาทำงานนี้ต้องมีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 300 คนขึ้นไปก็ได้ โดยอาจแถลงต่อสาธารณชนว่าการกำหนดคุณสมบัติเช่นนี้เพราะเอกชนที่มีจำนวนพนักงานเกิน 300 คนถือเป็นเอกชนที่มีความมั่นคง เป็นต้น

รูปแบบสุดท้าย คือ การลดกฎเกณฑ์บางประการ (Deregulation) ในการนี้ ผู้มีอำนาจทางการเมืองจะทำการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นปราการขวางกั้นการเข้าตลาด (Barrier to Entry) ของเอกชน เพื่อให้เอกชนที่ตนมีผลประโยชน์เข้ามาประกอบการเพื่อแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ

จากอรรถาธิบายข้างต้นประกอบกับระลอกใหม่แห่งการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ผมอดกังวลใจมิได้ว่า กระบวนการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเป็นระลอกใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

บัดนี้ ผมได้แต่หวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ประกาศต่อสาธารณชนเมื่อครั้งได้รับเลือกตั้งว่าต้องการปราบปรามการคอรัปชั่นให้สิ้นซาก จะมีพฤติกรรมดังที่ประกาศไว้เสียที เพราะในขณะนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในลับดับที่ 59 ของโลกในตารางดัชนีวัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น จากการสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International; TI) และหวังว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะปฏิรูปทัศนคติที่มีต่อการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนเสียใหม่ โดยไม่ควรมองว่าการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชนเป็นสินค้าประกอบกันกับการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจดุจเดียวกับ แฝดสยาม อีกต่อไป


edit @ 2005/12/04 14:02:23

Comment

Comment:

Tweet


#3 by (118.173.125.124) At 2009-11-07 16:06,
#4 by (118.173.125.124) At 2009-11-07 16:06,
Thanks
#2 by Thai seo blog (58.9.142.47) At 2009-03-06 07:42,
ทักษิณ อตร. (ไอ้ตัวร้าย) เป็นคนสกปรก และใช้วิธีสกปรกหากินมาตลอดชีวิต
#1 by ลูกสยาม (202.151.183.2) At 2006-04-04 09:56,

Stabilizer
View full profile