2006/Feb/14

ระลอกแห่งการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน (Privatization) ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายโอนการผลิตดังกล่าว

เมื่อมีการกระทำใดๆต่อกิจการรัฐวิสาหกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสะท้อนความข้อนี้อย่างเด่นชัด ดังนั้น รัฐบาลผู้ทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจักต้องสร้างเงื่อนไขในการแปรรูปอันช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพแห่งระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาสังคมไทยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

เงื่อนไขประการแรก ได้แก่ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อันประกอบไปด้วย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (People Participation), ความโปร่งใสในการดำเนินการ (Transparency) และการรับผิดต่อประชาชน (Accountability)

รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการที่ประชาชนทุกคนมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน มีส่วนได้-เสียร่วมกัน ดังนั้น หากรัฐบาลมีนโยบายที่จะกระทำการใดๆต่อรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลนั้นจักต้องมีกระบวนการรับฟังเสียงของประชาชนหรือการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ก่อนจะตัดสินใจ

รัฐบาลจักต้องเอื้อให้เกิดวัฒนธรรมการวิพากษ์ขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะ การวิพากษ์จะเป็นผลดีต่อพัฒนาการของกระบวนการคิด-วิเคราะห์ อันส่งผลให้การตัดสินใจใดๆมีความรอบคอบ และลดข้อผิดพลาดให้น้อยลงด้วย

กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส กล่าวคือ ต้องมีการประกาศสู่สาธารณชนอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการและเงื่อนเวลาในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในประการสำคัญ รัฐบาลต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึงผลดี-ผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหนึ่งๆว่าสมควรแก่การแปรรูปหรือไม่ มิใช่ตัดสินใจแปรรูปจากการชี้นิ้วสั่งของผู้มีอำนาจทางการเมืองเพียงหยิบมือ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องทำหน้าที่ในการสถาปนากลไกการรับผิด (Accountability Mechanism) ให้เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีกด้วย เพราะการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการแปรรูปมีความรู้สึกสำนึกต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมากขึ้น ยังผลให้การตัดสินใจใดๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

เงื่อนไขประการที่สอง ได้แก่ กฎการลงคะแนนเสียง (Voting Rule) รัฐวิสาหกิจเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ การลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินใจใดๆ ควรใช้กฎคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ (Unanimity Voting Rule) หรืออาจลดหย่อนโดยใช้กฎคะแนนเสียงข้างมากแบบพิเศษ (Super-majority Voting Rule) อาทิ การให้คะแนนเสียงเกินกว่า 75% ถือเป็นมติของที่ประชุม เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะ การตัดสินใจกระทำการใดๆต่อสมบัติของชาติจักต้องมีความรอบคอบมากกว่าการตัดสินใจกระทำการใดๆต่อสมบัติของเอกชนเป็นทบทวี

เงื่อนไขประการที่สาม ได้แก่ กระบวนการป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) รัฐบาลต้องดำเนินการป้องกันและควบคุมมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาทิ การห้ามมิให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีสิทธิถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพราะหากปล่อยให้ผู้มีอำนาจมีสิทธิเช่นนี้ อาจเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายขึ้นได้ รัฐบาลจึงต้องจำกัดให้ผู้มีอำนาจสามารถสวมหมวกได้คนละใบเท่านั้น การมีหมวก 2 ใบดังกล่าว อาจทำให้ผู้มีอำนาจสับสนได้ว่าเวลาใดควรหยิบหมวกใบใดขึ้นมาสวม เพราะบุคคลเหล่านี้ยังไม่สามารถละจิตวิญญาณแห่งความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ (Animal Spirits) ได้

เงื่อนไขประการที่สี่ ได้แก่ ลำดับขั้นในการดำเนินนโยบาย (Policy Sequencing) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการอย่างมีแบบแผนและมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด การดำเนินนโยบายข้ามขั้นตอนโดยมุ่งหวังความรวดเร็วในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก รังแต่จะทำให้กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเผชิญภาวะความไร้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นับแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งนำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ในปี พ.ศ. 2544 รัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ถูกติดป้ายประกาศขายแก่เอกชนตามบัตรคิวที่รัฐบาลได้ให้ไว้ โดยหัวแถวในการนี้ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

จากการพิจารณาเงื่อนไขแห่งความมีประสิทธิภาพข้างต้น กอปรกับการพิจารณาพฤติกรรมในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ผมกลับไม่เห็นเงื่อนไขใดอยู่ในระลอกแห่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเลย เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยความอนุเคราะห์จากพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เป็นสำคัญ

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มีความพิการมาแต่กำเนิดในข้อที่ว่า เอื้อให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปโดยไร้ธรรมาภิบาล

กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ต้องการให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมีส่วนร่วมในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้เพราะต้องการให้กระบวนการแปรรูปเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยให้อำนาจคณะกรรมการจำนวนหนึ่งในการสั่งให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆ เสมือนหนึ่งว่ารัฐวิสาหกิจเป็นเพียงสมบัติของเอกชน การตัดสินใจใดๆจึงมิจำต้องฟังเสียงของคนภายนอกองค์กร หรือหากรัฐบาลดำเนินการทำประชาพิจารณ์ขึ้น ก็เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อสยบแรงเสียดทานที่มีต่อกระบวนการแปรรูปเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ กระบวนการแปรรูปยังไร้ความโปร่งใสอีกด้วย เนื่องเพราะรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้ดำเนินการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ขาดการวิจัยถึงผลดี-ผลเสียของการแปรรูปอย่างถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในการนี้ก็คือ ขั้นตอนการชี้นิ้วสั่งของผู้นำพรรคไทยรักไทย

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ยังเอื้อให้การแปรรูปเป็นไปโดยปราศจากกลไกการรับผิด ทั้งนี้เพราะ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายฉบับดังกล่าวสามารถทำได้โดยการตราพระราชกฤษฏีกาซึ่งมิต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ดังนั้น ผู้ดำเนินการแปรรูปจึงมิต้องรับผิดต่อประชาชนและประเทศชาติ หากแต่ต้องรับผิดต่อผู้นำรัฐบาล เมื่อมีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น

กฎการลงคะแนนเสียงในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เป็นกฏคะแนนเสียงข้างน้อย (Minority Voting Rule) โดยมาตรา 14 ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจต้องมีกรรมการเข้าร่วมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ด้วยคะแนนเสียงเพียง 25%+1 เสียงเท่านั้น กฏการลงคะแนนเสียงเช่นนี้ย่อมทำให้กระบวนการแปรรูปเป็นไปโดยปราศจากความรอบคอบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้กลุ่มบุคคลสามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากการแปรรูปรัฐวิสากิจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย สามารถเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้โดยง่าย เพราะพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ปราศจากข้อกำหนดว่าด้วยการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ผู้มีอำนาจในการแปรรูป นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมตลอดจนพนักงานรัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปรรูปสามารถถือหุ้นรัฐวิสาหกิจดังกล่าวได้ เมื่อบุคคลกลุ่มนี้มีหมวกถึง 2 ใบ ซึ่งแต่ละใบมุ่งผลประโยชน์ต่างกัน (ใบหนึ่งมุ่งให้การแปรรูปเป็นไปเพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม อีกใบหนึ่งมุ่งให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นมากที่สุด) ย่อมทำให้บุคคลกลุ่มนี้เผชิญกับผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ความข้อนี้เป็นจริงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีนักการเมือง ข้าราชการผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าถือหุ้นในกิจการรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ด้านหนึ่ง การกระจายหุ้นแก่ข้าราชการผู้กำหนดนโยบายก็เพื่อให้ข้าราชการเหล่านั้นออกแบบนโยบายและดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในอีกด้านหนึ่ง การกระจายหุ้นให้แก่พนักงานระดับปฏิบัติงานก็เป็นไปเพื่อสยบแรงเสียดทานภายในองค์กรที่มีต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การกระทำดังกล่าวเสมือนหนึ่งการติดสินบนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจที่ทำการแปรรูป ดังที่ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) เปรียบกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้ว่าเป็นกระบวนการแห่งการติดสินบน (Briberization)

เงื่อนไขสุดท้ายที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในระลอกปัจจุบันขาดไป ก็คือ ลำดับขั้นในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญกับลำดับก่อน-หลังของการดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เหตุการณ์ที่เกิดกับการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) สะท้อนความข้อนี้เป็นอย่างดี เพราะไม่ทันที่องค์กรกำกับควบคุมอิสระ (Independent Regulatory Body) จะจัดตั้งขึ้น รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็ได้ดำเนินการแปรรูปกิจการทั้งสองไปจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การกระทำเช่นนี้จึงทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไร้หลักประกันความมีประสิทธิภาพ เพราะขาดองค์กรที่คอยกำกับดูแลการดำเนินการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาสังคมไทย แม้นว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นในภายหลัง ก็ไม่อาจทำให้กระบวนการแปรรูปมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ เนื่องจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้มีความจริงใจในการจัดตั้ง โดยเป็นการจัดตั้งเพื่อกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น

จากอรรถาธิบายข้างต้น ทำให้ผมเชื่อว่า หากกระบวนการแปรรูปยังคงเป็นไปตามรูปแบบดังกล่าว ประกอบกับการที่รัฐบาลมิได้มีความจริงใจแปรรูปเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง กระบวนการแปรรูปก็จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์แห่งความไร้ประสิทธิภาพต่อไป ประชาชนยังคงถูกปิดหูปิดตา ไร้สิทธิไร้เสียงในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารก็จะสามารถชี้นิ้วสั่งการให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆก็ได้ต่อไป ทั้งๆที่ประชาชนทุกคนควรเป็นผู้สั่งการ มิใช่ฝ่ายบริหารดังเช่นปัจจุบัน

หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ต้องการทรยศ 19 ล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ควรที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ โดยสร้างเงื่อนไขแห่งความมีประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อความผาสุกของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

โกงกันจนชิน

กินกันเป็นกิจวัตร

กรุณายุติพฤติกรรมดังกล่าวเสียแต่บัดนี้ มิต้องรอให้ถึงชาติหน้าตอนสายๆหรอกครับ คุณทักษิณ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

<< Home


Stabilizer
View full profile